นอนกรน

หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น

เสียงกรน  คือ เสียงการสั่นพลิ้วสะบัดของลิ้นไก่เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อนและช่องคอส่วนบน  เมื่อมีภาวะอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน ในคนวัยกลางคน ( 30-60 ปี ) พบภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจได้ประมาณ  4 % ในผู้ชาย และ 2 % ในผู้หญิง

sleep3-040362

การนอนกรนแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

  1. การนอนกรนธรรมดาซึ่งทำให้เกิดเสียงดังรบกวนต่อคนรอบข้าง
  2. การนอนกรนร่วมกับภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน หรือมีภาวะหยุดหายในร่วมด้วย เสียงกรนในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่ไม่สม่ำเสมอ มีเสียงกรนและหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ซึ่งในช่วงที่มีภาวะหยุดหายใจระดับ ออกซิเจนในเลือดแดงอาจจะต่ำลงกว่าปกติ ทำให้หัวใจ ปอด และสมองทำงานหนักมากขึ้น อาจมีสะดุ้งตื่นกลางดึกทำให้การนอนหลับพักผ่อนไม่มีประสิทธิภาพ  เมื่อตื่นนอนผู้ป่วยจะรู้สึกว่านอนไม่พอ

อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้นได้แก่  มีอาการง่วงมากผิดปกติในช่วงเวลากลางวัน สมาธิไม่ดี และมีปัญหานอนกรน  ทั้งนี้  อาจพบอาการและอาการแสดงอื่นได้

  • ตื่นนอนด้วยความรู้สึกที่ไม่สดชื่น
  • มีอาการหายใจไม่ออกขณะหลับ
  • มีการหยุดหายใจขณะหลับ และนอนกระสับกระส่าย ( โดยได้ประวัติจากคนใกล้ชิด )
  • เจ็บคอ คอแห้ง  เมื่อตื่นนอน
  • หงุดหงิดง่าย บุคลิกภาพเปลี่ยน
  • ปัสสาวะรอที่นอน ( มักจะพบในเด็ก )
  • ความต้องการทางเพศลดลง และมีผลต่อสุขภาพ เช่น
  1. โรคระบบหัวใจ และหลอดเลือด เช่น  ความดันโลหิตสูง  หัวใจเต้นผิดจังหวะ  หลอดเลือดหัวใจขาดเลือด
  2. ภาวะตีบตันของหลอดเลือดในสมอง
  3. ความดันโลหิตสูงของหลอดเลือดในปอด

แพทย์จะทำการสอบถามข้อมูลจากตัวผู้ป่วย และผู้ใกล้ชิด  ( เช่น  สามี  หรือ  ภรรยา ) และให้ทำแบบสอบถามว่ามีอาการเผลอหลับ ในสถานการณ์ต่างๆ  หรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้อาการกรนมากขึ้นและมีภาวะอุดตันทางเดินหายใจ

  1. น้ำหนักตัวมากขึ้น ทำให้ไขมันสะสมบริเวณช่องทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น ช่องทางเดินหายใจจึงแคบลง
  2. เพศชาย เพราะเชื่อว่า ฮอร์โมนเพศหญิงทำให้ช่องทางเดินหายใจมีความตึงตัวที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นเพศชายมีแนวโน้มจะมีอาการกรนและมีภาวะอุดกลั้นทางเดินหายใจมากกว่าเพศหญิง
  3. อายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณช่องทางเดินหายใจส่วนบนจะตึงตัวน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น
  4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาบางชนิด กดการตอบสนองของร่างกายต่อภาวะขาดออกซิเจน และภาวะคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ และทำให้กล้ามเนื้อของช่องทางเดินหายใจยุบตัวง่ายขึ้น
  5. การสูบบุหรี่ ทำให้ช่องทางเดินหายใจอักเสบ หนาตัว และมีเสมหะมากขึ้น
  6. โครงสร้างกระดูกใบหน้า เช่น กระดูกแก้มที่แบนหรือคางที่เล็กและคางยื่นไปข้างหน้า
  7. โรคทางช่องจมูก เช่น ภูมิแพ้อากาศ ริดสีดวงจมูก ผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกบวม
  8. ภาวะขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน

หลังจากได้ข้อมูลเบื้องต้น แพทย์หู ตา คอ จมูก จะทำการตรวจร่างกาย โดยการส่องกล้องตรวจขนาดเล็ก แบบโค้งงอได้ เพื่อสืบค้นหาตำแหน่ง การอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบน ตั้งแต่จมูกถึงกล่องเสียง อาจพิจารณาถ่ายภาพ X-ray และตรวจเลือด

แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจการนอนหลับ Polysomnography หรือเรียกอีกชื่อคือ Sleep Study เพื่อบันทึกลักษณะความผิดปกติขณะนอนหลับ และนำไปวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

sleep1-040362

บันทึกข้อมูลต่างๆ

  • การตรวจวัดระดับความลึกของการนอนหลับ
  • การตรวจวัดระดับออกซิเจน ลมหายใจ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและหน้าท้อง
  • การตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ
  • ท่านอนและเสียงกรน
  • การตรวจการเต้นของหัวใจ เป็นต้น

หลังจากนั้นจะนำข้อมูลต่างๆ ร่วมกับผลการตรวจร่างกาย มาทำการวินิจฉัย และการวางแผนการรักษาต่อไป

sleep2-040362

แนวทางการรักษา

  1. ปรับสุขภาพอนามัยการนอนหลับ นอนพักผ่อนเป็นเวลาทุกวัน ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายก่อนนอนหลับ
  2. ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกาย
  3. หลีกเลี่ยงในท่านอนหงาย
  4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยานอนหลับหรือยาที่กดประสาทส่วนกลาง
  5. ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจขณะนอนหลับ CPAP ( Continuous Positive Airway Pressure ) ซึ่งเครื่องจะอัดอากาศที่เหมาะสม ทำให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น
  6. Oral appliances เป็นเครื่องมือทางทันตกรรม ที่ช่วยเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น
  7. การผ่าตัด มีอยู่หลายวิธีตามตำแหน่งที่มีภาวะอุดตัน
    • ช่องจมูกและหลังโพรงจมูก เช่น ผ่าตัดริดสีดวงจมูก ผ่าตัดผนังจมูกให้ตรง ลดขนาดของเยื่อบุจมูกบวมด้วยเครื่องซอมโนพลาสตี้ ( Radiofrequency Volumetric Tissue Reduction )
    • ผ่าตัดทอนซิลและตกแต่งบริเวณลื้นไก่เพดานอ่อน Uvulopalatopharyngoplarty ( UPPP )
    • ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรมาทางด้านหน้าเพื่อเปิดช่องทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น Maxillo – Mandibular Advancement ( MMA )

ข้อควรปฏิบัติในการเตรียมตัวตรวจการนอนหลับ

  • อาบน้ำ สระผม ให้สะอาดก่อนมาตรวจ  ห้ามใส่น้ำมันหรือครีมใดๆ
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา  กาแฟ  ในวันที่จะมาตรวจ
  • หลีกเลี่ยงการงีบหลับในช่วงกลางวันของวันที่จะมาตรวจ
  • กรุณาจดชื่อ และขนาดยา พร้อมทั้งนำยาทุกชนิดที่รับประทานอยู่ติดตัวมาด้วย ( หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องยา กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้ตรวจ )
  • กรุณามาถึงโรงพยาบาลก่อน 20.00 น. โดยติดต่อที่แผนกรับผู้ป่วยใน
  • เมื่อท่านมาถึง เจ้าหน้าที่ประจำห้องตรวจจะเริ่มทำการติดตั้งเครื่องมือและตัวตรวจวัดต่างๆ โดยจะใช้เวลาประมาณ 45 -60 นาที
  • สำหรับการตรวจตอนกลางคืน จะสิ้นสุดลงเวลาประมาณ  00 น. ของวันรุ่งขึ้น (เวลาอาจมาการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นกับเวลาเข้านอน – ตื่นนอนตามปกติของท่าน)
  • ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมอาหารเช้าวันรุ่งขึ้นสำหรับท่านรับประทานก่อนกลับบ้าน

Sleep Lab ศูนย์ตรวจและวิเคราะห์คุณภาพการนอนหลับ

แบบสอบถามอาการง่วงนอนเอ็บเวิร์ธ

web-banner-01

  • Package การตรวจ Sleep test เพื่อวินิจฉัย      ราคา   13,000   บาท

  • Package การตรวจ Sleep test เพื่อวินิจฉัย และ ใส่เครื่องCPAP    ราคา   15,000   บาท

สามารถโทรสอบถามได้ที่ 02-115-2111

หรือเข้ามาปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ตได้เลยค่ะ