มารู้จักกันก่อน… โรคอีสุกอีใส คืออะไร?

ทุกวันนี้ใครๆก็รู้จักโรคอีสุกอีใส ว่ามักจะเป็นในวัยเด็ก โดยจะมีตุ่มผุดขึ้นทั่วร่างกายกับใบหน้า และน้ำใสจากตุ่มเหล่านั้นก็สามารถติดต่อไปยังคนอื่นได้ แต่ใครจะรู้บ้างว่าโรคอีสุกอีใสอาจทำให้มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆที่รุนแรง นอกเหนือจากเรื่องผิวหนังที่มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ด้วย เข่น ภาวะปอดอักเสบและสมองอักเสบในทารกแรกเกิด ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยถูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Vericella Zoster โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้น และมีตุ่มขึ้นทั่วตามร่างกาย ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่บริเวณลำตัวมากกว่าที่ใบหน้า ในระยะแรกจะขึ้นเป็นตุ่มแดงและคัน ต่อมากลายเป็นตุ่มใส และเปลี่ยนเป็นตุ่มหนอง(สุก) จากนนั้นจะตกสะเก็ดและค่อยๆหลุดไป กลายเป็นจุดด่างดำหรือรอยแผลเป็นได้


โรคอีสุกอีใส ติตต่อกันได้อย่างไร?

ติดต่อโดยการ สัมผัสโดยตรง กับตุ่มน้ำบนผิวหนัง หรือ สูดหายใจเอาละอองฝอยของสิ่งคัดหลั่ง จากทางเดินหายใจ

ควรปล่อยเด็กให้เป็นโรคอีสุกอีใสโดยติดเชื้อตามธรรมชาติ ดีหรือไม่?

แต่เดิมที่ยังไม่มีวัคซีน เรามักจะแนะนำให้เด็กติดเชื้อจากผู้ป่วยอีสุกอีใส ให้เป็นโรคอีสุกอีใสในขณะที่อายุน้อยๆ และจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแล้ว ซึ่งวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงป้องกันความรุนแรงของโรค ทั้งในแง่ของอาการไข้ จำนวนตุ่ม และอาการแทรกซ้อน จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมากกว่าการให้ติดเชื้อตามธรรมชาติ

ถ้าไม่อยากเป็นอีสุกอีใส มีวิธีการป้องกันอย่างไรบ้าง?

สามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเป็นโรคอีสุกอีใสได้ด้วยการ ไม่ไปสัมผัสโรค

ในปัจจุบันมีการใช้ วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส กันมากขึ้น เพราะเป็นการทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีสุกอีใสขึ้นในร่างกายเหมือนกับการฉีดวัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน และคางทูม หากไปสัมผัสโรคก็จะป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น

ประโยชน์ของวัคซีนคืออะไร?

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส นอกจากจะมีประโยชน์โดยตรงที่ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว ยังมีประโยชน์อื่นๆอีก เช่น

  1. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็น อันเนื่องมาจากอีสุกอีใส
  2. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อน จากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  3. ลดการขาดเรียนหรือขาดงาน

จะรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสได้อย่างไร?

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสได้รับคำแนะนำ ให้ฉีด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุ 1 ปี และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี

  • อาจฉีดเข็มที่ 2 ก่อนอายุ 4 ปี ได้กรณีที่มีการระบาดโดยต้องให้ห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
  • แนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่เด็กทุกคนที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส
  • ถ้าอายุมากกว่า 13 ปี ให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน

ประสิทธิภาพของวัคซีน ในการป้องกันไม่ให้มีผื่นอีสุกอีใสนั้นได้ประมาณ 94-98 % แต่ถึงแม้ได้รับวัคซีนแล้วบางรายอาจเกิดผื่นอีสุกอีใสขึ้นได้ หลังไปสัมผัสโรคจากคนอื่นที่เป็นอีสุกอีใส ซึ่งพบว่าอาการของอีสุกอีใส ในกรณีเช่นนี้จะเป็นไม่มาก เช่น มีผื่นขึ้นเพียงไม่กี่จุด (น้อยกว่า 30-50 จุด) ไม่ค่อยมีไข้ และไม่ค่อยเกิดแผลเป็น ทำให้หายป่วยเร็วกว่า นอกจากนี้ยังพบกว่า เด็กที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส เมื่ออายุมากขึ้นจะพบอุบัติการณ์และความรุนแรงของการป่วยเป็นโรคงูสวัด น้อยกว่าเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสตามธรรมชาติ


อ้างอิง
รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ และคณะ, คู่มือวัคซีน 2015 และประเด็นในการสื่อสาร
รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ, Adolescent & Adult Immunization: How to Communicate?
พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์, วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส, ตำราวัคซีน สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย