ใคร ๆ ก็ปวดหัวกันได้ทั้งนั้น และแทบจะไม่มีใครเลยที่บอกว่าตัวเองไม่ปวดหัว ดูเหมือนปวดหัวจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วปวดหัวแบบไหนที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรค มาสำรวจไปด้วยกันจะได้หายปวดหัว

รู้หรือไม่ว่าปวดหัวมี 3 ประเภท แบ่งเกณฑ์ความปวดสาเหตุ อาการ และความรุนแรง ดังนี้

ปวดแบบแรก เรียกว่า ปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ มีอาการที่ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด เช่น ไมเกรนที่จะปวดหัวข้างเดียว , ความเครียดที่จะปวดขมับเหมือนมีแรงกดจากในศีรษะ และปวดแบบคลัสเตอร์ คือ การปวดรอบกระบอกตา มีน้ำมูกน้ำตาไหลร่วมด้วย แต่จะเป็น ๆ หาย ๆ และวนกลับมา บางคนเป็นเดือนหรือเป็นปี โดยเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดิม

ปวดแบบที่ 2 เรียกว่า ปวดศีรษะแบบทุติยภูมิ มีอาการปวดหัวมาจากอุบัติเหตุ , เส้นเลือดบริเวณศีรษะและคอ , ปวดภายในกะโหลก , จากการใช้สารเสพติด , จากโรคจิตเวช และความผิดปกติของร่างกายหลังการดำน้ำ ขึ้นเครื่องบิน รวมถึงปวดจากอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายที่ส่งผลต่อการปวดศีรษะ เช่น ปวดฟัน ปวดตา เป็นต้น

ปวดแบบที่ 3 เรียกว่า ปวดศีรษะจากเส้นประสาทสมองและปวดใบหน้า เช่น จากการติดเชื้อไวรัส , จากการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 เป็นต้น

รู้หรือไม่ว่าอาการปวดหัวมี 4 แบบ ดังนี้

อาการปวดหัวซีกเดียว (Migraine Headache) เกิดจากอดนอน อดอาหาร อากาศเปลี่ยน ดื่มกาเฟอีน มักจะเกิดอาการปวดหัวซีกซ้ายหรือขวา ปวดข้างใดข้างหนึ่งเสมอ หรือที่เรียกว่าปวดไมเกรน

อาการปวดตื้อ ๆ (Tension Headache) เกิดจากตาล้า อ่อนเพลีย อดอาหาร ความเครียด มักจะเกิดอาการหนัก ๆ บริเวณขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ และท้ายทอย หรือบางคนปวดทั่วศีรษะ โดยมากแล้วจะปวดนานเกิน 24 ชั่วโมง

อาการปวดรุนแรงและกะทันหัน (Cluster Headache) เกิดจากความร้อน กลิ่นฉุนน้ำหอม กลิ่นและสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ มักจะเกิดอาการปวดรอบดวงตา มีอาการอื่นอย่างตาแดง มีน้ำมูก และเวียนหัวร่วมด้วย

อาการปวดแบบมึน ๆ หรือบางทีก็ไม่ปวดเลย (Sinus Headache) เกิดจากโรคไข้หวัด ภูมิแพ้ เยื่อบุโพรงจมูกบวม โรคกรดไหลย้อน และสัมผัสความเย็นเป็นเวลานาน มักจะมีอาการมึนหัว ปวดบริเวณโหนกแก้ม รอบตา บางคนปวดขมับ ปวดกลางศีรษะ หรือมีอาการร่วมกับมีน้ำมูก

รักษาอาการปวดแต่ละอาการอย่างไร

การรักษาอาการปวดหัวแบบเบื้องต้นนั้นจะให้ผู้ป่วยนอนหลักพักผ่อน หรือบางรายที่ปวดหนักมากจะต้องทานยาพาราเซตามอลก่อนนอน หลังจากที่ตื่นมาแล้วอาการปวดมักจะหายไปหรือดีขึ้น แต่ถ้าสำรวจตัวเองแล้วว่าไม่ได้มีอาการใกล้เคียงกับอาการปวดปกติใด ๆ หรือทานยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง และปวดถี่จนใช้ชีวิตปกติไม่ได้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา