เราต้องเข้าใจระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของเราก่อน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเรานี้มีสองประเภท

1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายประเภทที่ 1 คือ Innate immunity คือระบบสร้างภูมิคุ้มกันแบบครอบจักรวาล

เป็นระบบที่มีไว้คุ้มกันร่างกายจากเชื้อโรคอะไรก็ตามที่รุกรานเข้ามา โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นเชื้ออะไร ระบบนี้แยกย่อยออกเป็นส่วนย่อย ๆ อีก 4 ส่วน ซึ่งทำงานไม่เกี่ยวข้องกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ

▶️ส่วนที่ 1. คือ external barrier คือปราการด่านนอก
เช่น ผิวหนังที่หุ้มร่างกายอยู่ กลไกการปั้นขี้ฝุ่นละอองหรือสิ่งแปลกปลอมในทางเดินลมหายใจให้เป็นเสมหะและน้ำมูก กลไกการใช้ขนโบกพัดเสมหะให้ออกไปจากหลอดลม กลไกการไอ สารฆ่าเชื้อโรคในน้ำตาและน้ำลาย น้ำกรดในกระเพาะ กลไกการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียที่เป็นมิตรไว้ในลำไส้หรือในช่องคลอดเพื่อกันท่าไม่ให้แบคทีเรียที่เป็นศัตรูเข้ามาเติบโต เป็นต้น

▶️ส่วนที่ 2. คือ Inflammation คือการกลไกการอักเสบ
เป็นปฏิกริยาที่ตั้งต้นขึ้นโดยเซลล์ชื่อมาโครฟาจโดยการปล่อยสารเรียกเม็ดเลือดขาวมารุมกินโต๊ะสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ทำให้เกิดการอักเสบที่มีเอกลักษณ์ว่า “ปวด บวม แดง ร้อน หย่อนสมรรถภาพ” ผลผลิตสำคัญของการอักเสบก็คือปวดและไข้ เพราะไข้หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นเครื่องมือฆ่าเชื้อโรคโดยตรง

▶️ส่วนที่ 3. คือ Cellular barrier หรือ natural killer Cell (NK Cell) คือเซลล์นักฆ่า
เป็นเม็ดเลือดขาวเล็กที่ผลิตขึ้นมาทางสายต่อมน้ำเหลือง การเรียกว่าเม็ดเลือดขาวเล็กนี้ก็เพื่อให้แตกต่างจากเม็ดเลือดขาวที่ผลิตมาทางสายไขกระดูกซึ่งมีขนาดโต เซลนักฆ่าถูกสร้างมาให้มีหน้าที่ฆ่าได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง คือเห็นอะไรเป็นสิ่งแปลกปลอมให้เข้าไปฆ่าได้ทันทีโดยไม่ต้องสอบสวนให้รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน เซลนักฆ่านี้เป็นกำลังสำคัญทั้งในการกำจัดเชื้อโรคทันทีที่เห็นและทั้งในการกำจัดเซลมะเร็งที่ไม่มีวิธีอื่นมากำจัดและทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยวัคซีนหรือการรู้จักเชื้อโรค

▶️ส่วนที่ 4. คือ Compliment system คือระบบช่วยฆ่า เป็นโปรตีนหลายสิบชนิดอยู่กระจายทั่วกระแสเลือดเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายตัวอยู่ทั่วไป เมื่อมีเหตุการณ์ เช่น มีการอักเสบเกิดขึ้น ตัวหัวหน้าหมู่ที่ซุ่มเงียบอยู่ก็จะลุกขึ้นมาปลุกลูกน้องให้ปลุกกันต่อ ๆไปเป็นทอด ๆ แล้วทั้งหมดเฮโลมารุมเคลือบเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ๆ มาฆ่าสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายขึ้น

2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายประเภทที่ 2. คือ Adaptive immunity คือระบบสร้างภูมิคุ้มกันแบบเจาะจงเชื้อ
หน้าที่หลักคือทำความรู้จักกับเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามาก่อน แล้วเอาหน้าตาของเชื้อโรคนั้นไปสร้างผู้สามารถเจาะจงทำลายเชื้อโรคชนิดนั้นขึ้นมา

Adaptive immunity แบ่งออกไปเป็น 2 ส่วน

▶️ส่วนที่ 1. คือ Cell mediated immune response (CMIR) แปลว่าการผลิตเม็ดเลือดขาวไปฆ่า วิธีการทำงานก็คือเมื่อสดับได้แน่ชัดว่าเชื้อโรคมีหน้าตาอย่างไรต่อมน้ำเหลืองก็สร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อไปฆ่าเชื้อโรคนััน ที่รู้จักกันดีสองชนิดคือ Killer T cell ซึ่งบางครั้งเรียกตามโปรตีนที่ผิวว่า CD8 ทำหน้าที่ลงมือฆ่า และ Helper T cell ซึ่งบางครั้งเรียกตามโปรตีนที่ผิวว่า CD4 ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยฆ่า

▶️ส่วนที่ 2. คือ Humoral immune response แปลว่าการผลิตแอนตี้บอดี้ไปฆ่า หน่วยผลิตคือเม็ดเลือดขาวเล็กชื่อ B-cell วิธีทำงานคือเมื่อได้รับข้อมูล หน้าตาเชื้อโรคผู้บุกรุกแน่ชัดแล้ว B-cell ก็จะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า แอนตีบอดี้ ( antibody ) แล้วปล่อยเข้ากระแสเลือดเพื่อให้ antibody ไปจับกับตัวเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคตายโดยตรงบ้าง หรือให้เซลล์จากส่วนอื่นมาเก็บกินบ้าง

🌻ที่นี้มาเปรียบกับตัวเรา เมื่อเราไปฉีดวัคซีนเข็มแรก ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เช่น แขนบวม ปวดแขน มีไข้สูง หนาวสั่น ไม่สบาย ล้วนเกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันประเภทที่ 1 คือ Innate immunity จากการเห็นสิ่งแปลกปลอมคือ ทั้งตัววัคซีนและหรือสิ่งปนเปื้อนที่ติดมากับวัคซีนเข้ามาในร่างกาย โดยยังไม่เกี่ยวกับว่าวัคซีนนั้นจะเป็นวัคซีนที่ดีหรือไม่ดี แรงหรือไม่แรง ดังนั้นอย่าไปด่วนสรุปว่าฉีดแล้วเหมือนฉีดน้ำเปล่า ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เลย แสดงว่าวัคซีนนั้นไม่แรง

🌻การที่วัคซีนนั้นจะดีหรือไม่ดี จะแรงหรือไม่แรงนั้นต้องอาศัยเวลาให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายประเภทที่ 2. คือ adaptive immunity ทำงาน เพราะวัคซีนมีหน้าที่เป็นตัวแทนเชื้อโรคในการเป็นเป้า (antigen) ให้ข้อมูลแก่ adaptive immunity เพื่อจะได้สร้างอาวุธทำลายขึ้นมาแบบเฉพาะเจาะจง ปกติจะใช้เวลาสร้างประมาณ 2 สัปดาห์ และยิ่งมีการฉีดกระตุ้นอีกครั้งสองครั้งก็ยิ่งผลิตอาวุธทั้งในรูปแบบเม็ดเลือดขาวและในรูปแบบแอนตี้บอดี้ให้ไปทำลายเชื้อโรคได้เต็มที่

การจะบอกว่าวัคซีนนั้นดีหรือไม่ดีก็ต้องตรวจดูเม็ดเลือดขาวชนิด CD8, CD4 และแอนตี้บอดี้ ส่วนการดูปฏิกริยาของร่างกายหลังฉีดวัคซีนเข็มแรกนั้นใช้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนไม่ได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ