หลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรือ stroke เราแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก คือหลอดเลือดสมองตีบ และหลอดเลือดสมองแตก การดูแลหลังกลับบ้านโดยทั่วไปจะคล้ายๆกัน มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างบ้างเล็กน้อยตามระยะ และความรุนแรงของอาการนั้นๆ เนื้อหาในบทความนี้จะไม่เน้นเรื่องวิชาการมากนักแต่จะเน้นเพื่อความเข้าใจผู้ป่วย และช่วยให้ญาติดูแลผู้ป่วยง่ายขึ้น

หลอดเลือดสมองเฉียบพลันระยะแรก หมายถึงช่วงหลังเกิดโรคใหม่ๆโดยเฉพาะช่วงหนึ่งเดือนแรก ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งร่ายกายและจิตใจ ต้องมีการปรับตัวหรือฝึกใหม่ ซึ่งขอแยกเป็นด้านต่างๆใหญ่ๆดังนี้

การกินอาหาร

ผู้ป่วยจะกินอาหารได้น้อยลง บางรายมีปัญหาเรื่องกลืนลำบาก สำลักอาหารง่าย จำเป็นต้องฝึกการกลืน เมื่อผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลจะได้รับการประเมินการกลืนอาหาร อาหารหนืด อ่อนนิ่มจะถูกจัดเป็นอาหารที่กินง่าย ตัวอย่างเช่น โจ๊กปั่นเหนียวข้น ฟักทองที่ต้มแล้วนำมาบดเละ ไข่ตุ๋น เจลลี่ วุ้น ส่วนน้ำหรือน้ำแกงจัดเป็นอาหารที่กลืนโอกาสสำลักได้ง่าย จะฝึกเป็นอันดับท้ายๆ ดังนั้นถ้าผู้ป่วยกลืนน้ำได้ ไม่สำลัก อาหารทั่วไปโอกาสสำลักก็จะน้อยไปด้วย กรณีผู้ป่วยมีปัญหาการกลืนมากๆ ผู้ป่วยและญาติจะได้รับคำแนะนำให้อาหารทางสายยาง เป็นการใส่สายเข้าทางโพรงจมูกให้ปลายสายอยู่ที่กระเพาะอาหาร อาหารจะเป็นรูปแบบของเหลว ซึ่งมีทั้งสูตรที่ทำเองได้และเป็นผงละลายน้ำขายตามท้องตลาด ส่วนยาเม็ดก็บดใส่ลงไป

อย่าเพิ่งท้อแท้ ผู้ป่วยบางรายใส่สายอาหารเพียงชั่วคราว ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองช่วงหนึ่งเดือนแรกร่างกายจะค่อยๆฟื้นตัวได้เร็วทั้งเรื่องกำลังแขนขาและการกลืนด้วย ดังนั้นปัจจุบันยังกลืนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเคสจะต้องใส่สายตลอดไป

อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แตกหักเป็นผงง่าย เช่น แครกเกอร์ คุ้กกี้ เพราะติดคอสำลักง่าย

การเคลื่อนไหว

ผู้ป่วยที่อ่อนแรงไม่มาก กายภาพบำบัดเพียงเล็กน้อยก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคง บางรายที่อาการค่อนข้างเยอะ ต้องใช้เวลาในการฝึกเดิน และจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย ซึ่งผู้ป่วยและญาติกลุ่มนี้จะได้เรียนรู้วิธีการฝึกเดิน ฝึกการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ลดโอกาสการล้ม ลื่นล้มให้ได้มากที่สุด

การจัดการในบ้านก็เช่นกัน เพราะด้วยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุด้วย แสงสว่างทางเดินควรมีเพียงพอ ฟื้นไม่ลื่นง่าย ถ้าผู้ป่วยใส่ถุงเท้าควรเลือกชนิดถุงเท้าที่ไม่ลื่นง่าย ห้องน้ำทำพื้นให้ไม่ลื่น มีราวจับ ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัวควรให้นั่งอาบน้ำ

ผู้ป่วยที่อ่อนแรงมาก นอนติดเตียง อันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นโจทย์ยากสำหรับทุกคนในครอบครัว การดูแลต้องใช้การเอาใจใส่และเสียสละ ผู้ป่วยกลุ่มนี้บางส่วนจำเป็นต้องให้อาหารทางสายยาง เจาะคอเพื่อการดูแลระบบทางเดินหายใจ บางส่วนต้องใส่สายทางเดินปัสสาวะระยะยาว การดูแลจำเป็นต้องเรียนรู้ ฝึกเทคนิคต่างๆ เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้า การพลิกตัว การป้องกันแผลกดทับ การทำความสะอาดท่อคอ (tracheostomy tube) การสังเกตสีปัสสาวะ หรืออาการต่างๆที่ต้องพาผู้ป่วยมาพบแพทย์เร่งด่วน ที่สำคัญคนดูแลอย่ามัวดูแลผู้ป่วยจนลืมดูแลตัวเอง และบริหารความเครียด ควรมีช่วงเวลาพักและผลัดเปลี่ยนเวรกับญาติคนอื่นๆ

อารมณ์และพฤติกรรม

ช่วงเปลี่ยนผ่านเหตุการณ์ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรับตัวทางอารมณ์ ประกอบกับภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลันที่เกิดในบางตำแหน่งของสมองทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป เป็นจุดที่ผู้ป่วยเองอาจไม่รู้ตัวไม่ได้บอกกล่าวในการตรวจติดตามอาการ แต่ญาติอาจสังเกตได้ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้พบได้แม้ร่างกายฟื้นตัวมาปกติหรือเกือบปกติแล้วก็ตาม

ผู้ป่วยอาจมาในรูปแบบหงุดหงิดง่าย ขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือมาในรูปแบบหลงลืมง่าย การบอกกล่าวอาการเหล่านี้แก่แพทย์ แม้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การรักษาด้านอารมณ์ก็ช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตได้เช่นเดียวกัน

ยาและการดูแลตัวเอง

ยาเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องกินตลอดชีวิต เพื่อลดโอกาสการเป็นซ้ำ และยาบางตัวจะมีช่วงเวลาการจัดยาไม่เหมือนกัน บางช่วงมีการเพิ่มหรือลดยาซึ่งดูตามความจำเป็นทางการแพทย์

  • หลอดเลือดสมองตีบช่วงสัปดาห์แรก แพทย์จะไม่รีบลดความด้นโลหิตให้เท่าปกติ อันนี้สำคัญ เพราะคนไข้ที่เคยเป็นความดันโลหิตสูงและเป็นหลอดเลือดสมองตีบจะแปลกใจ และคิดว่าหมอลืมให้ยาลดความดันฯ จึงกลับไปกินยาความดันเดิมที่เคยกินอยู่ แล้วอาจมีผลให้อาการอ่อนแรงแย่ลง ช่วงแรกแพทย์จะยอมให้ความดันฯสูงไปก่อนเพื่อเพิ่มเลือดไปสมอง แต่จะคอยคุมไม่ให้สูงจนทำอันตรายต่อร่างกาย หลังจากนั้นหนึ่งหรือสองสัปดาห์ต่อมาจะค่อยๆเริ่มยาความดันฯช้าๆให้ร่างกายปรับตัว
  • ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตกต้องคุมความดันโลหิตให้ดีตั้งแต่แรกๆๆ อันนี้สำคัญเช่นกัน ความดันฯที่สูงจะเพิ่มโอกาสเลือดในสมองออกมากขึ้นไปกดเบียดเนื้อสมองส่วนอื่น ฉะนั้นแพทย์จะรีบลดความดันฯอย่างเร็ว บางครั้งต้องให้ลดยาความดันฯทางหลอดเลือดร่วมด้วย เมื่อกลับบ้านผู้ป่วยบางรายอาจได้รับยาลดความดันฯหลายตัว สิ่งที่แพทย์ต้องขอความร่วมมือคือ ต้องกินยาสม่ำเสมอ และความตรวจเช็คความดันฯเองที่บ้าน เพื่อความแม่นยำในการปรับยา
  • ภาวะความดันโลหิตสูงเวลามาโรงพยาบาล (white coat hypertension) เป็นความดันโลหิตสูงเวลาผู้ป่วยมาโรงพยาบาล อาจด้วยเพราะกลัว ตื่นเต้นเวลาเจอหมอ พยาบาลหรือบุคลาการการแพทย์ ค่าที่วัดได้ไม่ได้สะท้อนความดันโลหิตตามความเป็นจริงของผู้ป่วย เช่น มาโรงพยาบาลทุกครั้ง วัดความดันตัวบนได้ 200กว่าทุกที อยู่บ้านวัดได้ 120 เมื่อมีการปรับยาผู้ป่วยกลุ่มนี้มีแนวโน้มได้ยาเกินความจำเป็น
  • ยาต้านเกร็ดเลือดเราต้องรู้ ในหลอดเลือดสมองตีบ แพทย์จะจัดยาต้านเกร็ดเลือดเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ มักได้แก่ ยาแอสไพริน (aspirin), โคลพิโดรแกรล (clopidrogrel) ยาเป็นยาที่ดี ใช้บ่อยทั้งโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ ช่วงแรกอาจต้องใช้ยาถึงสองตัว ปัญหาสำคัญของยานี้คือ ยาอาจทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารได้ ควรกินยาหลังอาหาร ถ้าสังเกตมีถ่ายดำหรืออาเจียนเป็นเลือดอย่านิ่งนอนใจ ให้มาปรึกษาแพทย์
  • ยาละลายลิ่มเลือด warfarin ต้องรักษาระดับยา ยานี้มักให้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดป้องกันการเป็นหลอดเลือดสมองอุดตันซ้ำ ระดับยาเปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามอาหารที่กินและยาอื่นที่กินร่วมด้วย อาหารที่ลดระดับยา เป็นกลุ่มอาหารที่ให้วิตามินเคสูง ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ตำลึง คะน้า ชะอม สะเดา เครื่องในสัตว์ โดยทั่วไปแพทย์จะพยายามปรับยาตามรูปแบบอาหารที่ผู้ป่วยกินสม่ำเสมอมากที่สุด แต่อยากให้พึงระวังมื้ออาหารพิเศษที่มีผลต่อระดับยาเฉียบพลันได้ เช่น ถึงฤดูสะเดาทีไรระดับยาตกทุกที และกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆต้องแจ้งแพทย์ว่ากินยานี้อยู่ด้วย เพราะยาบางตัวทำให้ระดับยาwarfarin ขึ้น เพิ่มโอกาสเลือดออกง่าย
  • ยาเบาหวานต้องปรับใหม่ ช่วงเป็นหลอดเลือดสมองแรกๆผู้ป่วยทานอาหารได้น้อย ความจำเป็นการกินยาเบาหวานก็น้อยตามลำดับ เมื่อกินดีขึ้นยาก็จำเป็นต้องปรับตาม นอกจากนี้ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมักบ่นมึนงงหัวง่าย หลายครั้งทำให้เข้าใจผิดเรื่องระดับน้ำตาล สิ่งที่แพทย์อยากแนะนำคือ ควรมีชุดตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว เพื่อประกอบการดูแลตัวเอง ขณะเดียวกันการเจาะน้ำตาลตัวเองบ่อยๆอยากได้เห็นความสัมพันธ์ระดับน้ำตาลกับมื้ออาหารที่กิน นำสู่การควบคุมน้ำตาลโดยใช้ยาขนาดน้อยได้

พญ.เนตรนภา หอมมณี
อายุรแพทย์โรคระบบประสาทวิทยา