รอยสิว ไม่ว่าจะเป็นรอยแดง หรือ รอยดำ ถือเป็นอาการแทรกซ้อนตามหลังการเกิดสิวที่พบบ่อยที่สุด โดยรอยดำ มีชื่อทางการแพทย์ว่า post-inflammation hyperpigmentation ซึ่งเป็นรอยดำที่เกิดตามหลังการอักเสบ แปลว่า เมื่อเกิดการอักเสบของผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผื่น เป็นสิว หลังการหาย ย่อมมีโอกาสเกิดรอยดำได้เป็นธรรมดา ยิ่งถ้าปล่อยให้สิวอักเสบเกิดขึ้นหลายจุด หรือ สิวอักเสบมีความรุนแรงมาก ก็ยิ่งทำให้รอยดำมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดหลุมสิวตามมาได้ง่าย

อีกปัจจัยหนึ่งที่พบว่าทำให้รอยดำมากขึ้น และอยู่นานขึ้น คือ การไปแกะสิว บีบสิว ระเบิดหัวสิวที่อักเสบ จะยิ่งไปรบกวนผิวหนังและทำให้กระบวนการอักเสบมากขึ้น ทำให้เกิดรอยดำนานขึ้นด้วย สำหรับปัจจัยด้านสีผิวนั้น พบว่าคนที่มีผิวสีคล้ำ โอกาสเกิดรอยดำก็จะมากกว่าคนผิวขาว แต่คนผิวขาวนั้นจะมีโอกาสเกิดรอยแดงได้มากกว่า และโดยธรรมชาติแล้วถ้าคุมการอักเสบได้ดี รอยดำนี้สามารถค่อยๆจางลงได้เอง อาจใช้เวลา 2-6 เดือน หรือในคนที่รุนแรงมากๆ อาจใช้เวลาเป็นปีได้

โดยสำหรับการรักษารอยดำนั้น ได้แก่

  1. รีบรักษาสิวอักเสบ ไม่ให้รุนแรงเกินไป เช่นการทายาสิว หรือ การฉีดสิวอักเสบ เพราะเรารู้ว่ายิ่งอักเสบมาก ก็ยิ่งเกิดรอยดำได้ง่าย จึงควรรักษาตั้งแต่เนิ่นๆดีที่สุด
  2. การทายากลุ่มลดรอยดำ เช่น 20% azelaic acid , 0.025-0.05% tretinoin ซึ่งช่วยลดรอยดำ ลดการอักเสบ และช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ดี หรือ แม้แต่การใช้ hydroquinone ซึ่งเป็นยารักษาฝ้า กระ และรอยดำ ก็สามารถใช้ได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
  3. การทาครีมกลุ่ม skincare ที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยลดรอยดำ เช่น arbutin, kojic , thiamidol หรือ การใช้กลุ่มผลัดเซลล์ผิวโดยตรงเช่น AHA หรือ BHA ก็สามารถลดรอยดำได้ดี
  4. การใช้เลเซอร์ร่วมด้วย เช่น IPL หรือ Q-switch laser ก็สามารถรักษาควบคู่ไปกับการทายาได้ ช่วยให้รอยดำลดลง ผิวดูสว่างขึ้น
  5. ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ เพราะแสง UV ทำให้รอยดำอยู่นานขึ้น