รักษาตาต้อกระจก ผ่าตัดแผลเล็กแค่ 2-3 มิล‼️

ต้อกระจก คือโรคที่เกิดจาก การสูญเสียสภาพความใสของเลนส์แก้วตา ทำให้เลนส์แก้วตามีสภาพขุ่นมัว แสงไม่สามารถส่องผ่านไปยังจอประสาทตาได้ ซึ่งสาเหตุการเกิดมีหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น ความเสื่อมของเลนส์แก้วตา ตามอายุที่มากขึ้น อุบัติเหตุ การอักเสบภายในลูกตา, โรคทางพันธุกรรม

อาการโดยทั่วไปของผู้เป็นต้อกระจก 🤔

👉ตามัว โดยอาการมัว จะค่อยๆมัวลงช้าๆทีละน้อย ไม่มีอาการปวด ความคมชัดของภาพที่เห็นลดลง การมองเห็นสี ซีดจางลง

👉มองเห็นภาพซ้อน บางครั้งมองเห็นวัตถุ ที่มี หนึ่งชิ้น แยกเป็น สองชิ้น หรือมองเห็นวัตถุ ซ้อนทับกัน

👉ปวดตา บางกรณีของการเป็นต้อกระจกอาจมีภาวะต้อหินแทรกซ้อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อดวงตามาก หากไม่รีบทำการรักษาจะทำให้ จอประสาทตาเสียจาก ความดันตาที่สูง และทำให้ตามัวหรือบอด อย่างถาวรได้ ดังนั้นหากมีอาการปวดตาจึงต้องรีบพบจักษุแพทย์ เพื่อทำการวิเคราะห์สาเหตุและรักษาทันที !!

แนวทางรักษาต้อกระจก
ปัจจุบันยังไม่มียาหยอดตา หรือยากินที่สามารถให้การรักษาโรคต้อกระจกได้ การรักษาที่ได้ผลคือการผ่าตัด เปลี่ยนเอาเลนส์ตาธรรมชาติที่ขุ่นเป็นต้อกระจกออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่

👉Phacoemulsification and aspiration with intraocular lens implantation (การผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้เครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง)

วิธีผ่าตัดนี้เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากเป็น การผ่าตัดด้วยแผลขนาดเล็ก ประมาณ 2.2-3 มิลลิเมตร และใช้ เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวสลายต้อกระจก แล้วดูดออก จากนั้นจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียม เข้าไปแทนที่ ปัจจุบันเป็นวิธีมาตรฐานของการรักษาต้อกระจก ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา มีการทำกันอย่างแพร่หลายตามโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลศูนย์

การดูแลรักษาหลังผ่าตัด

เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาต้อกระจกด้วยการผ่าตัดแล้ว หลังผ่าตัดจะต้องปฏิบัติตน ตามที่แพทย์ ผู้ทำการรักษาได้แนะนำอย่างเคร่งครัด เช่น
✅การหยอดยาตามเวลาที่แพทย์สั่ง
✅ห้ามไม่ให้น้ำเข้าตา หรือฝุ่นละอองเข้าตา
✅ห้ามยกของหนักเป็นต้น

ทั้งนี้หากผู้ป่วยสงสัยในการปฏิบัติตนก่อนหรือหลังผ่าตัด ควรสอบถามแพทย์ผู้ทำการรักษาให้เข้าใจและปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนและปราศจากภาวะแทรกซ้อน