โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) คือหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง  สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำลายเนื้อเยื่อในร่างกาย จนเกิดการอักเสบและก่อให้เกิด ความผิดปกติกับอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายได้  ซึ่งมักจะพบได้ในเพศหญิง > เพศชาย และในช่วงวัยเจริญพันธุ์ จะพบได้สูงยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคได้ เช่น มีประวัติในครอบครัว พันธุกรรม และยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบได้มากขึ้น เช่น การติดเชื้อภายในร่างกาย การได้รับแสงแดด เป็นต้น ร่างกายจะมีการสร้างโปรตีน ชนิดหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Antinuclear Antibody ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ชัดเจน จากการตรวจเลือดได้

 

อาการและการวินิจฉัย โรค SLE

อาการของโรคนี้จะพบได้หลายระบบ และ ที่พบได้บ่อยคือ

  • ปวดตามข้อลักษณะการปวดคือปวดแบบย้ายที่” คือปวดจากข้อหนึ่งย้ายไปอีกข้อหนึ่งเช่นวันหนึ่งปวดข้อมืออีกวันปวดข้อเข่าเป็นต้น
  • เป็นไข้ตั้งแต่ไข้ต่ำๆจนกระทั่งมีไข้สูง
  • อ่อนเพลียไม่มีแรง
  • เบื่ออาหารน้ำหนักตัวลดลง
  • ผื่นแดงผิวหนังตามใบหน้ามีการกระจายเป็นรูปผีเสื้อแขนขาที่อยู่บริเวณนอกเสื้อผ้า
  • ผมหลุดร่วง
  • ซีดโลหิตจางเม็ดเลือดขาวต่ำเกล็ดเลือดต่ำเม็ดเลือดแดงแตก
  • เยื่อหุ้มปอด,เยื่อหุ้มหัวใจ,เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ไตอักเสบโปรตีนรั่วในปัสสาวะจะสังเกตพบว่ามีปัสสาวะขาวขุ่น
  • ข้ออักเสบ
  • อาการชักหรืออาการทางระบบประสาทอื่นๆ
  • ตรวจพบแอนตินิวเคลียร์แอนติบอดี (antinuclear antibody) ในเลือด

 

วิธีการรักษาโรค SLE มีดังนี้

การรักษาด้วยยา

  1. รับประทาน prednisolone ร่วมด้วยยากลุ่ม antimalarial ควรให้ prednisolone จนกระทั่งโรคสงบปกติจะใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์หลังจากน้ันให้ค่อยๆลดขนาดลงอย่างช้าๆซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนในผู้ป่วยท่ีมีอาการรุนแรงจะรักษาแบบ pulse therapy ด้วย methylprednisolone (15 มก./กก. ขนาดสูงสุด 1 กรัม) โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจำนวน 3-5 วันติดต่อกันเพื่อควบคุมอาการหลังจากนั้นจึงให้ prednisolone โดยการรับประทานต่อเนื่อง

ผู้ป่วยควรได้รับ แคลเซียม 1,000 มก./วัน เสริมด้วยและ Vitamin D 800 ยูนิต/วัน และ alendronate 70 มก./สัปดาห์ เพื่อป้องกันกระดูก เนื่องจาก จากการใช้ prednisolone เป็นเวลานาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ จำเป็นต้อง ใชสเตียรอยด์ นานเกิน 6 เดือน อาจใช้ antimalarial ควบคมุ โรค และใช้ NSAIDs เป็นครั้งคราวเมื่อมีอาการปวด

 

การรักษาอาการรุนแรง (Severe SLE) อาการของโรคคุกคามต่อการเสียชีวิต เช่น มีไตอักเสบ กระจายเป็น บริเวณกว้าง มี azotemia ความดันโลหติสูง อาการทาง สมอง ชัก สับสน หมดสติ หลอดเลือดอักเสบและถูกทำลาย เกิด peripheral gangrene เลือดออกในกระเพาะอาหาร อาจมีการใช้กระบวนการ Plasmapheresis เข้ามาช่วยในการรักษา

 

Plasmapheresis คืออะไร?

เป็นกระบวนการกรองน้ำเลือด หรือ พลาสมา  เพื่อนำพลาสมาที่ไม่ดีออกจากร่างกาย โดยการแยกภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติแล้วก่อให้เกิดโรคออกไป เก็บเม็ดเลือดที่ดีก็ส่งคืนกลับสู่ร่างกาย พร้อมกับชดเชยส่วนของพลาสมา ด้วยโปรตีน Albumin

 

ขั้นตอนการทำ Plasmapheresis

 

  1. วัดสัญญาณชีพ
  2. พบแพทย์ปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรมโรคไต (Nephro med) ตรวจสุขภาพ
  3. เจาะเลือด ตำแหน่ง ข้อพับแขน ทั้ง 2 ข้าง ลักษณะเข็ม คล้ายเข็ม บริจาคโลหิต ผลเลือดใช้ระยะเวลาตรวจ 1.30 ชม.
  4. ขณะทำการดึงเลือดจะต้องวางแขนอยู่ในท่าเหยียดนาบไปกับลำตัว ทั้ง 2 ข้าง งอแขนไม่ได้ หากมีอาการปวดเมื่อย คัน เจ็บ จะมีพยาบาลอยู่ข้างเตียงสามารถแจ้งให้ช่วยเหลือทันที
  5. ใช้เวลา กรองเลือด ประมาณ 1.30-3 ชม. ขึ้นอยู่กับ ความ Flow การไหลเวียนของเลือด

 

ความต่อเนื่องของการทำซ้ำ ขึ้นอยู่กับอาการของโรค แต่โดยส่วนมาก ผู้ป่วยมักจะตอบสนองต่อการรักษาดี เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-5 ครั้ง ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่ ไม่จำเป็นต้องนอน ที่โรงพยาบาล

 

ข้อดีของการทำ Plasmapheresis

ถ้าร่างกายผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาได้ดี อาจจะทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว ลดความรุนแรงของโรคลงได้ดีเนื่องจากเป็นการนำเอาสารตั้งต้น ที่ทำให้เกิดโรคออกไปได้โดยตรง

 

การดูแลสุขภาพเมื่อเป็น SLE

  1. ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์
  2. ห้ามหยุดยาเองเพราะยาจะช่วยควบคุมให้โรคสงบ
  3. ดูแลร่างกายสุขอนามัยความสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในแหล่งชุมชนและที่แออัด
  4. ใช้ครีมกันแดดทาผิวเมื่อจะออกนอกบ้านและพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า
  5. ระวังการใช้ยาท่ีอาจกระตุ้นการเกิดโรคหรือสารเคมีท่ีทำให้โรคกำเริบ
  6. ถ้ายังควบคุมโรคยังไม่สงบไม่ควรต้ังครรภ์จึงต้องคุมกำเนิดโดยใช้ยาคุมกำเนิดที่ไม่มี estrogen หรือมีน้อยที่สุดหรือใช้ถุงยางอนามัยไม่ควรใส่ห่วงเพราะจะทำให้ระคายเคืองมดลูกและเกิดการอับเสบติดเชื้อได้ง่าย
  7. ออกกำลังแบบแอโรบิกเบาๆเช่นเดินว่ายน้ำ
  8. ควบคุมน้ำหนัก
  9. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
  10. ไปพบแพทย์ทันทีท่ีสังเกตพบอาการกำเริบ
  11. ผ่อนคลายจิตใจ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

คุณปรียาลักษณ์
หัวหน้าแผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรม
โทร. 096-932-5936